วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เรื่องของหมูลี (หญิงลี) บทนำ

           วันนี้ขอเริ่มเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองดีกว่า ความจริงอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่แม่นางหมูลีเข้ามาอยู่ในบ้าน ขอเล่าเรื่องเกินจริงเล็กน้อยนะคะ เผื่อกลับมาอ่านจะได้เพลิดเพลิน
           ปรกติทั่วไป ที่ร้านของฉันนั้นจะไมได้เลี้ยงสัตว์อะไรไว้ในร้านอยู่แล้วจะมีก็แต่น้ำค้าง สุนัขของฉันจะแวะเวียนมาอยู่เป็นบางเวลา ที่ร้านของฉันนั้นเป็นร้านขายของชำ ที่ขายแบบใครขออะไร ท่านแม่ของฉันก็สามารถจะหาและนำมาขายให้ได้ นึกภาพตามก็คล้ายๆเซเว่นอีกสาขาหนึ่งนั้นเอง ทำให้มีผู้แวะเวียนมาอยู่เรื่อยๆ และก็เริ่มมีแมวเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นบางเวลา เนื่องจากสมัยเด็กที่บ้านฉันเคยเลี้ยงหมาแมวอยู่แล้วเวลาเห็นพวกนางมาก็อดสงสารในความน่าเอ็นดูของนางไม่ได้ จึงให้อาหารทุกครั้งที่มันมา


           เรื่องมันก็เริ่มต้นมาจากตรงนี้แล ถ้าถามว่าอะไรเป็นรากแก้วที่เริ่มเรื่องการกลายเป็นคนรักแมวก็คงเริ่มจากสุดหล่อ(ชื่อแมว)วันแรกที่ดิฉันเจอเฮีย เฮียแกทำตัวสนิทกับดิฉันมาก ราวกับว่าตลอดชั่วชีวิตนี้ฉันเป็นเจ้าของนางเริ่มเรื่องเลยดีกว่า
          

         ณ ร้านค้าเล็กๆแห่งหนึ่งในอำเภอเชียงดาวในระหว่างเล่นคอม เมี๊ยว เมี๊ยว เสียงร้องของแขกที่ไม่ได้รับเชิญดังขึ้น โอ๊ะ เมื่อวานก็เห็นเดินรอบร้านวันนี้เข้ามาข้างในเลยนะ ฉันพูดอยู่กับตัวเองคนเดียวในใจ เมี๊ยว...... ถูไถ ถูไถ หึ หึ ขออุ้มหน่อยนะอาเฮีย เห้ย ไม่ดุ ไม่อะไรเลย ชินกับมือคนด้วย จากนั้นก็วางลงหันไปเล่นคอมต่อ ถูไถ ถูไถ เริ่มไต่ขึ้นมานั่งตัก ดิฉันยิ้มให้กับความน่ารักของแม่นาง ละสายตาไปที่คอมต่อ ถูไถ ตามตัว เห้ย เราพึ่งเจอกันนะ !!! ไต่เสื้อขึ้นมาอยู่ที่ไหล่ เกินไปแล้ววววววววว(ดิฉันเริ่มระอา) เฮียแกยกสองเท้าหน้าวางบนหัวฉัน หอยหลอดดดดดดดดด!!!! ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ จำเป็นต้องอุ้มนางลง ไม่ให้ขึ้นตัวของฉันอีก นี้คือตัวนำไปสู่การกลายเป็นคนรักแมว



          

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อฉันเดินเที่ยวรอบหมู่บ้าน

บันทึกของตัวเอง 

               มีหลายครั้งที่ตัวของฉันเองเคยคิดอยากจะแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองให้ผู้คนได้อ่านได้ฟัง แต่พอมานั่งคิดก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี เรื่องที่เราเขียนจะน่าสนใจหรือไม่มีคำถามหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในความคิดของตัวฉันเอง แต่ไม่กี่วันมานี้ได้มีโอกาส ไปเดินเล่นกับเพื่อน เดินรอบๆหมู่บ้าน ซึ่งก็ต้องขอยอมรับเลยว่าปรกติเป็นคนที่ติดบ้านมากจะออกไปไหนก็ขี้เกียจ พอเพื่อนมาก็อยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศ
               เราตั้งต้นเดินจากซอยที่บ้านตั้งอยู่ แล้วจึงวนออกมาและเดินต่ออีกทอดในซอยที่ยังไม่เคยเข้าไป บรรยากาศขณะนั้น ออกร้อนจะ พวกเราก็เดินไป ถ่ายรูปตามจุดต่างๆไปเรื่อยๆ
           
               อันนี้เป็นรูปแรกที่ฉันถ่าย มันเป็นกลุ่มหญ้าที่ขึ้นบริเวณข้างถนน โดยปรกติเราก็มักจะมองมันผ่านไปอย่างไม่ได้ใส่ใจกับมันเพราะเห็นเป็นเพียงกลุ่มดอกหญ้าแห้งๆ จนเมื่อฉันได้มาใช้เวลามองมันในหลายๆมุม ถึงได้เห็นอีกมุมที่ฉันไม่เคยสังเกตเห็นได้จากการมองผ่านๆ ฉันอดไม่ได้ที่จะมองข้ามมันไปอีกจึงถ่ายรูปเก็บไว้

ดอกลั่นทมจุดที่สอง



             ฉันเดินทางไปแวะเป็นจุดๆ ถ่ายรูปสลับกับการบ่นถึงสภาพอากาศ ที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงมาแผดเผาเนื้อหนังของเรา อีกทั้งยังขับเหงื่อให้ไหลเพิ่มความรู้สึกเหนียวเนื้อเหนียวตัวที่ออกจะสร้างความหงุดหงิดเล็กน้อย แต่นั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้มาก เพราะความสนใจส่วนใหญ่ของเราอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่จะเรียกว่าเก่าก็ไม่ใช่ใหม่ก็ไม่เชิงซึ่งสามารถลบล้างความหงุดหงิดส่วนนั้นได้



      การเดินทางของฉันวันนี้บอกเลยว่าฉันสนุกมาก ได้มาใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ได้บอกเล่าฟังเรื่องราวจากการมองสิ่งเดิมๆหรือสิ่งใหม่ๆในมุมมองที่ต่างกัน ได้เห็นความคิดที่แตกต่างกันไป เหมือนได้รู้จักกับเพื่อนมากขึ้น ฉันก็ดีใจที่มีเพื่อนชอบอะไรคล้ายๆกันเมื่อได้มาทำกิจกรรมร่วมกันก็สนุกไปอีกแบบ ถ้าไม่มีเพื่อนฉันก็คงไม่คิดจะออกมาถ่ายรูป ชมวิว ชมนก ชมไม้ เพราะความขึ้เกียจ ก็ขอบคุณเพื่อนคนนี้อีกครั้งที่สละเวลามาเดินเที่ยพร้อมๆกัน ( ^_^ )


                สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกเล่าให้กับผู้อ่าน (ถ้ามี หัวเราะเล็กน้อย) ก็คือการที่เราได้ออกเดินทางไปมองสิ่งต่างๆรอบตัวเราในมุมมองใหม่ๆ อย่างใช้เวลาเราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเคยมองมันทุกวันซึ่งอาจจะดูไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เราเคยมอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะเปลี่ยนเมื่อได้ใช้ความคิดพิจารณาอยู่กับมันแล้วนั่นก็คือความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เมื่อเราพยายามที่จะมองสิ่งที่ไม่สวยไม่งามในเวลาปรกติทั่วไปเราไม่มีทางจะมองว่ามันสวย จนเราได้ใช้เวลากับมันเราก็จะเห็นความสวยในแบบที่มันควรจะเป็น